ตำนานบทใหม่ของเจ้าหญิงกำลังจะเริ่มขึ้น.......
..
.
.
.
.
.
.
'คาร์เร่ย์'
ชื่อของสาวน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง
เธอเป็นคนที่ทำให้หมู่บ้านวิลโตส
บริเวณชานเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยสีสันและความมีชีวิตชีวาแม้ตอนนี้เจ้าเมืองคนใหม่จะเป็นคนที่ใจคอโหดร้ายสักเพียงใด
คนในหมู่บ้านก็ยังคงยิ้มแย้มได้ด้วยรอยยิ้มของเธอ
คนเก่าคนแก่ในหมู่บ้านมักจะชอบพูดว่า
เธอมีนิสัยเหมือนกับเจ้าหญิงจันทรา
เพราะคาร์เร่ย์มักจะชอบใส่ชุดสีชมพูสดใส
สีที่โปรดของเธอทุกวัน
เหมือนกับเจ้าหญิงที่ตามตำนานเล่าว่าเธอก็จะชุดสีขาวทุกวันเพราะนั่นคือสีที่เธอชอบ
นอกจากนี้เธอยังชอบดอกคาร์เนชั่นเหมือนกับเจ้าหญิงแต่เป็นคาร์เน่ชั่นสีชมพู
คาร์เร่ย์เป็นเด็กสาวที่มีจิตใจดี
เธอเป็นมิตรกับทุกคนในหมู่บ้าน
รวมทั้งเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายในแถบชายป่า
ที่เธอชอบไปนั่งเล่นก็เช่นกัน
และนิสัยแบบนี้อีกทั้งรูปร่างหน้าตาน่ารักของเธอ
ทำให้ชายหนุ่มทุกคนที่ได้พบเห็นต่างตกหลุมรักเธอ
รวมทั้งเจ้าเมืองคนใหม่ที่แสนโหดร้ายด้วย
ที่บังเอิญผ่านมาเก็บภาษีแบบขูดเลือดขูดเนื้อจากหมู่บ้านข้างๆ
จึงได้เห็นสาวน้อยตอนที่กำลังซื้อดอกไม้อยู่พอดี
ทำให้เกิดความหลงไหลบวกด้วยความเอาแต่ใจของตน
จึงสั่งทหารให้ไปเอาตัวเธอมาอยู่กับตนให้จงได้
ซึ่งตอนนั้นเป็นวิกฤตครั้งใหญ่สำหรับคาร์เร่ย์
เพราะแม่ของตนกำลังป่วยจากอาการช้ำใจ
เนื่องจากการจากไปของสามีอย่างกะทันหันขณะทำงานอยู่ในเหมืองเพชร
อีกทั้งยังจะถูกทหารมาลากตัวไปอีก
แต่ต่อมาเมื่อคาร์เร่ย์ทนไม่ไหวและได้ไปปรึกษากับคุณน้าใจดีข้างบ้าน
เขาให้คำแนะนำเธอว่า
จะดูแลแม่ของเธอให้และบอกว่าเธอจะออกไปเก็บดอกไม้ขายในเมืองสักพักแทนพ่อเพื่อหาเงินมาสร้างอาชีพที่บ้านเกิด
ส่วนตัวเธอนั้นให้รีบหนีไปให้ไกล
อย่าให้เจ้าเมืองใจมารคนนั้นจับตัวไปได้
เมื่อคาร์เร่ย์ได้ฟังเช่นนั้นจึงตัดสินใจหนีไปเพราะถ้าเธออยู่แม่ของเธออาจจะโดนหางเลขจากเจ้าเมืองใจมารคนนั้นก็เป็นได้
เด็กสาวออกเดินทางเข้าไปในป่าลึก
เพราะว่าเธอไม่รู้จะหนีไปที่ไหน
หากจะหนีไปอีกเมืองก็แสนจะน่ากลัวเพราะเธอไม่มีญาติที่ไหนเลย
เธอเดินเข้าไปในป่าลึกเรื่อยๆ
ฟ้าก็เริ่มมืดลงทุกที
แต่แทนที่เธอจะรู้สึกกลัว
เธอกับรู้สึกอุ่นใจแปลกๆ
'มากับฉันซิ'
เด็กสาวรับรู้ได้ถึงเสียงเชิญชวนนั้น
มันไม่ได้น่ากลัวเมื่อเรื่องเล่าสยองขวัญที่คนในหมู่บ้านเล่ากัน
แต่มันกับเป็นเสียงที่แผ่วเบาและอ่อนโยน
จนเธอคิดว่าถ้าหากเธอได้เสียงนั้นมาร้องเพลงกล่อมเธอก่อนนอนทุกวันเธอคงหลับฝันดีเป็นแน่
คาร์เร่ย์เดินมาเรื่อยๆตามกระแสสายลมแผ่วเบาที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกคาร์เนชั่นที่เธอรัก
มันราวกับว่าต้องการบอกให้เธอตามมันไป
เด็กสาวเดินตามสายลมไปเรื่อยๆ
ในขณะที่ท้องฟ้าเองก็มืดลงทุกที
และเธอก็ต้องตกตะลึงก็ในเมื่อท่ามกลางป่าลึกอย่างนี้
ตรงหน้าเธอกลับเป็นลานกว้างที่เต็มไปด้วยคาร์เน่ชั่นที่บานสะพรั่ง
มันมีทั้งสีขาวและสีชมพูสลับกันไปมาดูสวยงาม
ดอกไม้ทุกต้นที่นี่ดูเหมือนกับมันไม่ได้เจริญเติบโตกับแสงอาทิตย์แต่เป็นแสงจันทร์ที่ส่องสกาวในยามค่ำคืน
อีกทั้งคืนนี้ยังเป็นคืนจันทร์เต็มดวงทำให้แสงของดวงจันทร์สาดส่องไปทั่วอาณาบริเวณ
และดอกไม้ทุกดอกก็พร้อมใจกันเบ่งบานสะท้อนแสง
ราวกับจะตอบรับการให้พรชีวิตจากฟากฟ้า
แต่ก่อนที่เด็กสาวจะได้ดูความงามที่ราวกับเทพนิยายนี้อย่างเต็มที่
สายตาเธอก็ได้ไปสะดุดกลับร่างหนึ่ง
เธอคนนั้นใส่ชุดสีขาวสะอาด
ผมสีดำคลับที่สะท้อนกับแสงจันทร์ในคืนนี้
ถูกปล่อยให้ยาวสลวยจนถึงเอว
มันพลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อนๆ
เพียงแค่มองจากทางด้านหลังเด็กสาวก็รับรู้ได้ว่า
เธอคนนั้นต้องสวยมากๆเป็นแน่
คาร์เร่ย์ก้าวเดินไปอย่างช้าพร้อมกับมองพินิจหญิงสาวจากทางด้านหลัง
แต่เท้าของเธอก็ต้องหยุดชะงักลง
เมื่อผู้หญิงที่ตอนแรกหันหลังให้เธอ
ตอนนี้หันกลับมาหาเธอด้วยรอยยิ้มสวยหยด
จนใจของเด็กสาวเต็มระทึกเพราะความงามตรงหน้าเลยทีเดียว
เด็กสาวเพลิดเพลินกับการชมความงดงามราวกับของขวัญจากสวงสวรรค์
เธอก็นึกขึ้นได้มา
ตนลืมถามชื่อคนตรงหน้า แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากถามชื่ออีกฝ่าย
ปากบางก็ถูกทาบทับด้วยนิ้วเรียว
เป็นว่าอย่างเพิ่งพูด
'เรียกฉันตามที่เธออยากจะเรียกเถอะ'
เมื่อคาร์เร่ย์ได้ยินดังนั้น
ก็จำได้ทันทีว่านี่คือเสียงเดียวกับที่เธอได้ยินระหว่างทาง
ว่าแต่เธอจะเรียกว่าอย่างไรดีล่ะ
'มูน์ลัลท์'
เด็กสาวไม่รู้ว่าทำไมถึงได้พูดชื่อแบบนั้นออกไป
ทั้งที่สมองคิดว่ามันประหลาด
แต่ส่วนลึกของจิตใจกลับบอกว่ามันเป็นชื่อที่งดงามและเหมาะสมที่สุดแล้ว......
TALK :
ตอนท้ายแอบปลูกทุ่งลิลลี่เบาๆ ฮ่าๆ
เดี๋ยวจะรีบมาอัพนะ~~
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น