วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Princess of moon2

ตำนานบทใหม่ของเจ้าหญิงกำลังจะเริ่มขึ้น.......
..
.
.
.
.
.
.
          'คาร์เร่ย์' ชื่อของสาวน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง เธอเป็นคนที่ทำให้หมู่บ้านวิลโตส บริเวณชานเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยสีสันและความมีชีวิตชีวาแม้ตอนนี้เจ้าเมืองคนใหม่จะเป็นคนที่ใจคอโหดร้ายสักเพียงใด คนในหมู่บ้านก็ยังคงยิ้มแย้มได้ด้วยรอยยิ้มของเธอ

          คนเก่าคนแก่ในหมู่บ้านมักจะชอบพูดว่า เธอมีนิสัยเหมือนกับเจ้าหญิงจันทรา เพราะคาร์เร่ย์มักจะชอบใส่ชุดสีชมพูสดใส สีที่โปรดของเธอทุกวัน เหมือนกับเจ้าหญิงที่ตามตำนานเล่าว่าเธอก็จะชุดสีขาวทุกวันเพราะนั่นคือสีที่เธอชอบ นอกจากนี้เธอยังชอบดอกคาร์เนชั่นเหมือนกับเจ้าหญิงแต่เป็นคาร์เน่ชั่นสีชมพู

          คาร์เร่ย์เป็นเด็กสาวที่มีจิตใจดี เธอเป็นมิตรกับทุกคนในหมู่บ้าน รวมทั้งเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายในแถบชายป่า ที่เธอชอบไปนั่งเล่นก็เช่นกัน และนิสัยแบบนี้อีกทั้งรูปร่างหน้าตาน่ารักของเธอ ทำให้ชายหนุ่มทุกคนที่ได้พบเห็นต่างตกหลุมรักเธอ 
          
          รวมทั้งเจ้าเมืองคนใหม่ที่แสนโหดร้ายด้วย ที่บังเอิญผ่านมาเก็บภาษีแบบขูดเลือดขูดเนื้อจากหมู่บ้านข้างๆ จึงได้เห็นสาวน้อยตอนที่กำลังซื้อดอกไม้อยู่พอดี ทำให้เกิดความหลงไหลบวกด้วยความเอาแต่ใจของตน จึงสั่งทหารให้ไปเอาตัวเธอมาอยู่กับตนให้จงได้

          ซึ่งตอนนั้นเป็นวิกฤตครั้งใหญ่สำหรับคาร์เร่ย์ เพราะแม่ของตนกำลังป่วยจากอาการช้ำใจ เนื่องจากการจากไปของสามีอย่างกะทันหันขณะทำงานอยู่ในเหมืองเพชร อีกทั้งยังจะถูกทหารมาลากตัวไปอีก
แต่ต่อมาเมื่อคาร์เร่ย์ทนไม่ไหวและได้ไปปรึกษากับคุณน้าใจดีข้างบ้าน เขาให้คำแนะนำเธอว่า จะดูแลแม่ของเธอให้และบอกว่าเธอจะออกไปเก็บดอกไม้ขายในเมืองสักพักแทนพ่อเพื่อหาเงินมาสร้างอาชีพที่บ้านเกิด ส่วนตัวเธอนั้นให้รีบหนีไปให้ไกล อย่าให้เจ้าเมืองใจมารคนนั้นจับตัวไปได้

          เมื่อคาร์เร่ย์ได้ฟังเช่นนั้นจึงตัดสินใจหนีไปเพราะถ้าเธออยู่แม่ของเธออาจจะโดนหางเลขจากเจ้าเมืองใจมารคนนั้นก็เป็นได้ เด็กสาวออกเดินทางเข้าไปในป่าลึก เพราะว่าเธอไม่รู้จะหนีไปที่ไหน หากจะหนีไปอีกเมืองก็แสนจะน่ากลัวเพราะเธอไม่มีญาติที่ไหนเลย เธอเดินเข้าไปในป่าลึกเรื่อยๆ ฟ้าก็เริ่มมืดลงทุกที แต่แทนที่เธอจะรู้สึกกลัว เธอกับรู้สึกอุ่นใจแปลกๆ

           'มากับฉันซิ'

          เด็กสาวรับรู้ได้ถึงเสียงเชิญชวนนั้น มันไม่ได้น่ากลัวเมื่อเรื่องเล่าสยองขวัญที่คนในหมู่บ้านเล่ากัน แต่มันกับเป็นเสียงที่แผ่วเบาและอ่อนโยน จนเธอคิดว่าถ้าหากเธอได้เสียงนั้นมาร้องเพลงกล่อมเธอก่อนนอนทุกวันเธอคงหลับฝันดีเป็นแน่

          คาร์เร่ย์เดินมาเรื่อยๆตามกระแสสายลมแผ่วเบาที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกคาร์เนชั่นที่เธอรัก มันราวกับว่าต้องการบอกให้เธอตามมันไป เด็กสาวเดินตามสายลมไปเรื่อยๆ ในขณะที่ท้องฟ้าเองก็มืดลงทุกที และเธอก็ต้องตกตะลึงก็ในเมื่อท่ามกลางป่าลึกอย่างนี้ ตรงหน้าเธอกลับเป็นลานกว้างที่เต็มไปด้วยคาร์เน่ชั่นที่บานสะพรั่ง มันมีทั้งสีขาวและสีชมพูสลับกันไปมาดูสวยงาม 

          ดอกไม้ทุกต้นที่นี่ดูเหมือนกับมันไม่ได้เจริญเติบโตกับแสงอาทิตย์แต่เป็นแสงจันทร์ที่ส่องสกาวในยามค่ำคืน อีกทั้งคืนนี้ยังเป็นคืนจันทร์เต็มดวงทำให้แสงของดวงจันทร์สาดส่องไปทั่วอาณาบริเวณ และดอกไม้ทุกดอกก็พร้อมใจกันเบ่งบานสะท้อนแสง ราวกับจะตอบรับการให้พรชีวิตจากฟากฟ้า

          แต่ก่อนที่เด็กสาวจะได้ดูความงามที่ราวกับเทพนิยายนี้อย่างเต็มที่ สายตาเธอก็ได้ไปสะดุดกลับร่างหนึ่ง เธอคนนั้นใส่ชุดสีขาวสะอาด ผมสีดำคลับที่สะท้อนกับแสงจันทร์ในคืนนี้ ถูกปล่อยให้ยาวสลวยจนถึงเอว มันพลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อนๆ เพียงแค่มองจากทางด้านหลังเด็กสาวก็รับรู้ได้ว่า เธอคนนั้นต้องสวยมากๆเป็นแน่

          คาร์เร่ย์ก้าวเดินไปอย่างช้าพร้อมกับมองพินิจหญิงสาวจากทางด้านหลัง แต่เท้าของเธอก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อผู้หญิงที่ตอนแรกหันหลังให้เธอ ตอนนี้หันกลับมาหาเธอด้วยรอยยิ้มสวยหยด จนใจของเด็กสาวเต็มระทึกเพราะความงามตรงหน้าเลยทีเดียว 

          เด็กสาวเพลิดเพลินกับการชมความงดงามราวกับของขวัญจากสวงสวรรค์ เธอก็นึกขึ้นได้มา ตนลืมถามชื่อคนตรงหน้า แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากถามชื่ออีกฝ่าย ปากบางก็ถูกทาบทับด้วยนิ้วเรียว เป็นว่าอย่างเพิ่งพูด

         'เรียกฉันตามที่เธออยากจะเรียกเถอะ
          
          เมื่อคาร์เร่ย์ได้ยินดังนั้น ก็จำได้ทันทีว่านี่คือเสียงเดียวกับที่เธอได้ยินระหว่างทาง ว่าแต่เธอจะเรียกว่าอย่างไรดีล่ะ

         'มูน์ลัลท์'


          เด็กสาวไม่รู้ว่าทำไมถึงได้พูดชื่อแบบนั้นออกไป ทั้งที่สมองคิดว่ามันประหลาด แต่ส่วนลึกของจิตใจกลับบอกว่ามันเป็นชื่อที่งดงามและเหมาะสมที่สุดแล้ว......




TALK :

ตอนท้ายแอบปลูกทุ่งลิลลี่เบาๆ ฮ่าๆ 
เดี๋ยวจะรีบมาอัพนะ~~

Princess of moon

 ตำนาน.......เป็นสิ่งเล่าขานกันมาเป็นเวลานาน อาจจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่.....ก็ไม่มีใครสามารถทราบได้


          ณ หมู่บ้านบริเวณชานเมืองแห่งหนึ่งทางแถบยุโรป มีตำนานเล่าขานกันมาว่า ในเวลาเที่ยงคืนของวันที่พระจันทร์เต็มดวง มักจะมีหญิงสาวสวยผู้มีหน้าตาสะสวยเหมือนสาวทางโซนเอเชีย มายืนมองดูน้ำพุที่ลานกลางหมู่บ้านด้วยร้อยยิ้ม เธอสวมชุดสีขาวนวล ผมสีดำที่กลมกลืนกับความมืดรอบข้าง แต่มันกลับสะท้อนแสงจันทร์ได้เป็นอย่างดีของเธอ พลิ้วไหวไปมาตามสายลมอ่อน 

          เธอถูกขนานนามว่า 'Princess of Moon' หรือเรียกอีกอย่างว่า เจ้าหญิงแห่งจันทรา

          ตามตำนานเล่าว่า เธอเป็นผู้ที่อพยพย้ายถิ่นมาจากฝั่งตะวันออกกับสามีของเธอที่เดิมทีเป็นคนของหมู่บ้านนี้ เธอเป็นคนที่มีอัธญาศัยดี เธอมักจะยิ้มแย้มให้กับผู้คนในบริเวณนั้นเสมอ ถึงแม้เธอจะสื่อสารกับพวกเขาไม่ค่อยรู้เรื่องก็ตาม 

          ทุกๆวันเธอจะออกมาเก็บดอกคาร์เนชั่นสีขาวที่สวนข้างบ้าน มาแจกจ่ายให้กลับผู้คน ที่สวนดอกไม้ของเธอนั้นมีดอกไม้หลากหลายสายพันธ์แต่ส่วนใหญ่จะเป็นดอกคาร์เนชั่นสีขาว อีกทั้งดอกไม้ทุกชนิดล้วนมีสีขาวทั้งสิ้น ชาวบ้านจึงคิดว่าเธอคงจะชอบสีขาว เพราะเธอมักจะใส่ชุดสีขาวเป็นประจำอีกด้วย

          เรื่องราวดำเนินมาเป็นอย่างปกติสุขจนเมื่อคืนนึง เกิดเหตุขึ้นกับสามีของเธอ ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น จนรุ่งสาง เมื่อภรรยาของผู้ใหญ่บ้านประตูบ้านออกมาพบกับหญิงสาว เธออุ้มร่างที่ไร้ชีวิตของสามีของเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉยในดวงตาของเธอปราศจากความสดใสร่าเริงเหมือนที่ผ่านมา ชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ของเธอโชกไปด้วยเลือด 

          หญิงสูงวัยตกใจมากทั้งเรื่องที่สามีเธอมีสภาพอย่างนั้นและผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอสามารถอุ้มเขาได้ จึงเรียกสามีของตนออกมา

          ในตอนบ่ายของวันได้มีการจัดงานศพให้สามีของเธอ และเป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านได้เห็นเธอใส่ชุดสีอื่นนอกจากสีขาว ซึ่งนั่นก็คือสีดำ ตลอดงานทุกอย่างดำเนินการไปเรื่อยๆโดยที่เธอยังคงนั่งตัวตรงสีหน้าเรียบเฉย ผิวของเธอดูขาวซีดกว่าทุกวัน ดูจากขอมือที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อ และต้นคอของเธอเนื่องวันนี้เธอมวยผมขึ้นไว้ด้านบนอีกทั้งใบหน้าสวยนั่นอีก

          ตลอดทั้งวันเธอไม่พูดจากลับใครเลย จนมาถึงขั้นตอนที่จะต้องเอาร่างของคนอันเป็นที่รักคืนให้กับผืนดิน เธอยิ้มออกมาน้อยๆที่มุมปาก และนั่นเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ทุกคนได้เห็นจากเธอ
วันต่อมา เธอยังคงมีหน้าตาที่เรียบเฉยเหมือนเมื่อวาน ที่น่าแปลกคือวันนี้เธอใส่ชุดสีดำผมของเธอถูดมวยขึ้น เธอยังคงออกมาเก็บดอกคาเนชั่นที่สวนข้างบ้านของเธอมาให้ทุกคนเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือรอยยิ้มอันสดใสของเธอ.....มันหายไป 

          ทุกคนคิดว่าเธออาจจะยังคงเสียใจกับสิ่งไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น แต่ยิ่งนานวันเข้า จาก 1 เดือนเป็น 1 ปี จาก 1 ปีเป็น 10 ปี จนกระทั่ง 30 ปี เธอก็ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่มีรอยยิ้มที่สดใส สุดสีขาวสะท้อนแสงตะวันของเธอก็หายไปด้วยเล่นกัน

          แต่ที่น่าแปลก.....หน้าตาของเธอกลับไปได้ดูแก่ลงเลยจากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว หน้าตาที่สะสวยของเธอยังคงเหมือนเดิมทุกประการ พร้อมกับกิจวัตรประจำวันที่เหมือนกันกับเมื่อ 30 ปีก่อน จนชาวบ้านเริ่มสงสัยว่าทำไมกัน? 
          
          หลังจากนั้นก็เริ่มมีเรื่องเล่ากันหนาหูว่าจริงๆแล้วเธออาจจะเป็นปีศาจ ที่สามีเธอตายเธอก็อาจจะเป็นคนฆ่าเองก็ได้ หน้าตาใสซื่อมันก็อาจจะแค่เป็นสิ่งลวงโลก! และอีกต่างๆมากมายสารพัด
หลังจากที่มีข่าวลือแผ่ขยายออกมาเป็นวงกว้าง ชาวบ้านเริ่มที่จะไม่รับดอกไม้จากเธอ และกันพวกเด็กๆ ให้ออกห่างจากเธอ เพราะเด็กมักจะชอบไปเล่นกับเธอเสมอ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้พี่สาวหายเศร้าและยิ้มให้พวกเขาอีกครั้ง
.
.
.
.
.
.

          จนวันนึงเธอกลับมาใส่ชุดสีขาวและผมสีดำสลวยถูกปล่อยลงมาอีกครั้งพร้อมกับใบหน้าที่ถูกประดับด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ในครั้งนี้เธอไม่ได้เก็บดอกคาร์เนชั่นไปให้เพื่อนบ้านเหมือนเช่นเคย แต่เธอกับตรงไปยังลานน้ำพุกลางเมือง 
   
          ร่างบางของเธอทรุดตัวลงนั่งตรงขอบรอบๆน้ำพุเธอนั่งอยู่ตรงพร้อมกับร้อยยิ้มที่ถูกฉาบไว้บนหน้าตลอดทั้งวัน จนเวลาล่วงเลยมาถึงพลบค่ำเธอก็ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน

          จนกระทั่งในตอนเช้าเพื่อนบ้านสังเกตุเห็นรอยเลือดที่ยังไม่แห้งดีลากเป็นทางยาวจากสวนดอกไม้ของหญิงสาวที่ตอนนี้ทั้งสวนถูกอาบไปด้วยเลือดชวนดูน่าสยดสยอง ไปจนถึงลานน้ำพุกลางหมู่บ้าน ทุกคนก็ต่างต้องตกใจ เมื่อที่นั่นพบร่างของหญิงสาว เธอนอนอยู่ในบ่อน้ำพุ ใบหน้าของเธอดูเหมือนคนกำลังนอนหลับ 
          
          ชาวบ้านคนนึงจึงเดินเข้าไปดูว่าเธอหายใจอยู่หรือไม่ แต่ผลปรากฏว่าไม่....เธอไม่หายใจอีกต่อไปแล้ว

          แต่สิ่งทำให้ทุกคนหวาดผวาคือ ชุดของเธอถูกย้อมไปด้วยสีเลือดอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วทำไมน้ำในบ่อน้ำพุถึงไม่กลายเป็นสีเลือดไปด้วยเล่า แต่กลับคงใสสะอาดและถูกโรยไปด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาวที่ถูกย้อมสีด้วยเลือดอีกต่างหาก แถมยังไม่มีกลิ่นของคาวเลือด แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกคาร์เนชั่นตลบอบอวนไปทั่วบริเวณ

          หลังจากนั้นชาวบ้านได้นำร่างของเธอมาทำพิธี แล้วนำไปฝังไว้ใกล้กับสามีของเธอ และปลูกต้นคาร์เนชั่นสีขาวล้อมรอบที่นั่นไว้
                                    .
.
.
.
.
.
.
.
.
                                  
นี่คือเรื่องเล่าของเธอ....เจ้าหญิงแห่งจันทรา
ไม่มีใครทราบว่าทำไม....และเธอคือใครกันแน่




TALK :

อาจจะยังไม่ค่อยดีแต่จะพยายามต่อไปนะ~~