วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Princess of moon

 ตำนาน.......เป็นสิ่งเล่าขานกันมาเป็นเวลานาน อาจจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่.....ก็ไม่มีใครสามารถทราบได้


          ณ หมู่บ้านบริเวณชานเมืองแห่งหนึ่งทางแถบยุโรป มีตำนานเล่าขานกันมาว่า ในเวลาเที่ยงคืนของวันที่พระจันทร์เต็มดวง มักจะมีหญิงสาวสวยผู้มีหน้าตาสะสวยเหมือนสาวทางโซนเอเชีย มายืนมองดูน้ำพุที่ลานกลางหมู่บ้านด้วยร้อยยิ้ม เธอสวมชุดสีขาวนวล ผมสีดำที่กลมกลืนกับความมืดรอบข้าง แต่มันกลับสะท้อนแสงจันทร์ได้เป็นอย่างดีของเธอ พลิ้วไหวไปมาตามสายลมอ่อน 

          เธอถูกขนานนามว่า 'Princess of Moon' หรือเรียกอีกอย่างว่า เจ้าหญิงแห่งจันทรา

          ตามตำนานเล่าว่า เธอเป็นผู้ที่อพยพย้ายถิ่นมาจากฝั่งตะวันออกกับสามีของเธอที่เดิมทีเป็นคนของหมู่บ้านนี้ เธอเป็นคนที่มีอัธญาศัยดี เธอมักจะยิ้มแย้มให้กับผู้คนในบริเวณนั้นเสมอ ถึงแม้เธอจะสื่อสารกับพวกเขาไม่ค่อยรู้เรื่องก็ตาม 

          ทุกๆวันเธอจะออกมาเก็บดอกคาร์เนชั่นสีขาวที่สวนข้างบ้าน มาแจกจ่ายให้กลับผู้คน ที่สวนดอกไม้ของเธอนั้นมีดอกไม้หลากหลายสายพันธ์แต่ส่วนใหญ่จะเป็นดอกคาร์เนชั่นสีขาว อีกทั้งดอกไม้ทุกชนิดล้วนมีสีขาวทั้งสิ้น ชาวบ้านจึงคิดว่าเธอคงจะชอบสีขาว เพราะเธอมักจะใส่ชุดสีขาวเป็นประจำอีกด้วย

          เรื่องราวดำเนินมาเป็นอย่างปกติสุขจนเมื่อคืนนึง เกิดเหตุขึ้นกับสามีของเธอ ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น จนรุ่งสาง เมื่อภรรยาของผู้ใหญ่บ้านประตูบ้านออกมาพบกับหญิงสาว เธออุ้มร่างที่ไร้ชีวิตของสามีของเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉยในดวงตาของเธอปราศจากความสดใสร่าเริงเหมือนที่ผ่านมา ชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ของเธอโชกไปด้วยเลือด 

          หญิงสูงวัยตกใจมากทั้งเรื่องที่สามีเธอมีสภาพอย่างนั้นและผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอสามารถอุ้มเขาได้ จึงเรียกสามีของตนออกมา

          ในตอนบ่ายของวันได้มีการจัดงานศพให้สามีของเธอ และเป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านได้เห็นเธอใส่ชุดสีอื่นนอกจากสีขาว ซึ่งนั่นก็คือสีดำ ตลอดงานทุกอย่างดำเนินการไปเรื่อยๆโดยที่เธอยังคงนั่งตัวตรงสีหน้าเรียบเฉย ผิวของเธอดูขาวซีดกว่าทุกวัน ดูจากขอมือที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อ และต้นคอของเธอเนื่องวันนี้เธอมวยผมขึ้นไว้ด้านบนอีกทั้งใบหน้าสวยนั่นอีก

          ตลอดทั้งวันเธอไม่พูดจากลับใครเลย จนมาถึงขั้นตอนที่จะต้องเอาร่างของคนอันเป็นที่รักคืนให้กับผืนดิน เธอยิ้มออกมาน้อยๆที่มุมปาก และนั่นเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ทุกคนได้เห็นจากเธอ
วันต่อมา เธอยังคงมีหน้าตาที่เรียบเฉยเหมือนเมื่อวาน ที่น่าแปลกคือวันนี้เธอใส่ชุดสีดำผมของเธอถูดมวยขึ้น เธอยังคงออกมาเก็บดอกคาเนชั่นที่สวนข้างบ้านของเธอมาให้ทุกคนเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือรอยยิ้มอันสดใสของเธอ.....มันหายไป 

          ทุกคนคิดว่าเธออาจจะยังคงเสียใจกับสิ่งไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น แต่ยิ่งนานวันเข้า จาก 1 เดือนเป็น 1 ปี จาก 1 ปีเป็น 10 ปี จนกระทั่ง 30 ปี เธอก็ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่มีรอยยิ้มที่สดใส สุดสีขาวสะท้อนแสงตะวันของเธอก็หายไปด้วยเล่นกัน

          แต่ที่น่าแปลก.....หน้าตาของเธอกลับไปได้ดูแก่ลงเลยจากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว หน้าตาที่สะสวยของเธอยังคงเหมือนเดิมทุกประการ พร้อมกับกิจวัตรประจำวันที่เหมือนกันกับเมื่อ 30 ปีก่อน จนชาวบ้านเริ่มสงสัยว่าทำไมกัน? 
          
          หลังจากนั้นก็เริ่มมีเรื่องเล่ากันหนาหูว่าจริงๆแล้วเธออาจจะเป็นปีศาจ ที่สามีเธอตายเธอก็อาจจะเป็นคนฆ่าเองก็ได้ หน้าตาใสซื่อมันก็อาจจะแค่เป็นสิ่งลวงโลก! และอีกต่างๆมากมายสารพัด
หลังจากที่มีข่าวลือแผ่ขยายออกมาเป็นวงกว้าง ชาวบ้านเริ่มที่จะไม่รับดอกไม้จากเธอ และกันพวกเด็กๆ ให้ออกห่างจากเธอ เพราะเด็กมักจะชอบไปเล่นกับเธอเสมอ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้พี่สาวหายเศร้าและยิ้มให้พวกเขาอีกครั้ง
.
.
.
.
.
.

          จนวันนึงเธอกลับมาใส่ชุดสีขาวและผมสีดำสลวยถูกปล่อยลงมาอีกครั้งพร้อมกับใบหน้าที่ถูกประดับด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ในครั้งนี้เธอไม่ได้เก็บดอกคาร์เนชั่นไปให้เพื่อนบ้านเหมือนเช่นเคย แต่เธอกับตรงไปยังลานน้ำพุกลางเมือง 
   
          ร่างบางของเธอทรุดตัวลงนั่งตรงขอบรอบๆน้ำพุเธอนั่งอยู่ตรงพร้อมกับร้อยยิ้มที่ถูกฉาบไว้บนหน้าตลอดทั้งวัน จนเวลาล่วงเลยมาถึงพลบค่ำเธอก็ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน

          จนกระทั่งในตอนเช้าเพื่อนบ้านสังเกตุเห็นรอยเลือดที่ยังไม่แห้งดีลากเป็นทางยาวจากสวนดอกไม้ของหญิงสาวที่ตอนนี้ทั้งสวนถูกอาบไปด้วยเลือดชวนดูน่าสยดสยอง ไปจนถึงลานน้ำพุกลางหมู่บ้าน ทุกคนก็ต่างต้องตกใจ เมื่อที่นั่นพบร่างของหญิงสาว เธอนอนอยู่ในบ่อน้ำพุ ใบหน้าของเธอดูเหมือนคนกำลังนอนหลับ 
          
          ชาวบ้านคนนึงจึงเดินเข้าไปดูว่าเธอหายใจอยู่หรือไม่ แต่ผลปรากฏว่าไม่....เธอไม่หายใจอีกต่อไปแล้ว

          แต่สิ่งทำให้ทุกคนหวาดผวาคือ ชุดของเธอถูกย้อมไปด้วยสีเลือดอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วทำไมน้ำในบ่อน้ำพุถึงไม่กลายเป็นสีเลือดไปด้วยเล่า แต่กลับคงใสสะอาดและถูกโรยไปด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาวที่ถูกย้อมสีด้วยเลือดอีกต่างหาก แถมยังไม่มีกลิ่นของคาวเลือด แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกคาร์เนชั่นตลบอบอวนไปทั่วบริเวณ

          หลังจากนั้นชาวบ้านได้นำร่างของเธอมาทำพิธี แล้วนำไปฝังไว้ใกล้กับสามีของเธอ และปลูกต้นคาร์เนชั่นสีขาวล้อมรอบที่นั่นไว้
                                    .
.
.
.
.
.
.
.
.
                                  
นี่คือเรื่องเล่าของเธอ....เจ้าหญิงแห่งจันทรา
ไม่มีใครทราบว่าทำไม....และเธอคือใครกันแน่




TALK :

อาจจะยังไม่ค่อยดีแต่จะพยายามต่อไปนะ~~

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น