วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558

FanFic เกมล่า ฆ่าสังหาร : คำตอบของคำถาม [Yaoi/3p ]

คำเตือนก่อนอ่าน(ยาวไปแต่ควรอ่าน) : แฟนฟิคอันนี้ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คือการมโนของคนแต่งล้วนๆ โดยจะมีคาแรคเตอร์ที่เป็นไปตามนิยายต้นฉบับ แนะนำถ้าใครอยากจะอ่านนิยายเรื่องนี้ไม่ควรอ่านแฟนฟิคอันนี้นะคะ คุคิ แต่ถ้าอ่านอยู่สำหรับคนที่อ่านเล่มสองขึ้นไปนะคะ เพราะมันเฉลยผู้ทรยศแล้ว เอาล่ะ! เตือนอีกครั้งแฟนฟิคอันนี้เป็น ช-ช ใครไม่ชอบก็ปิดไปเถอะค่ะ (นิยายเรื่องนี้เป็นแนวฆ่าโหดๆ ตามชื่อเรื่องเลยค่ะ อาจจะคิดว่า แกไปเอาตรงไหนมาจิ้นกันล่ะเนี่ย แต่คนบ้าอย่างคนแต่งนี่แล่ะค่ะ จิ้นได้เป็นเรื่องเป็นราว 555)





          แฮ่กๆ

เสียงหอบเหนื่อยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบและบรรยายที่วังเวง

     “มันเลิกตามมาหรือยัง” อิชย์หันไปถามกับเปลวเพลิงที่ยืนหอบหนักอยู่ด้านข้าง พลางทรุดตัวลงหนังข้างกำแพงตึกเรียนอย่างเหนื่อยอ่อน ใช่แล้ว....พวกเรากำลังโดนไล่ฆ่า

     “คงจะไปแล้วล่ะ” เปลวเพลิงมองกลับไปทางด้านหลัง เมื่อไม่เห็นเงาหรือเสียงฝีเท้าใดๆตามมา จึงหันไปตอบกับอิชย์ด้วยความโล่งใจไปเปราะหนึ่ง แต่มันไม่ทั้งหมดเพราะพวกเขาสองคนหลงกับผู้เล่นที่เหลือ

          กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง

โทรศัพท์เครื่องสวยของเปลวเพลิงแผดเสียงร้องขึ้นในขณะที่พวกเขาทั้งสองกำลังนั่งกอบโกยอากาศเข้าปอดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เนื่องจากหายใจไม่ทัน

          'ฟองดาว'

     “ฮัลไหลฟอง อยู่ที่ไหน?” เปลวเพลิงกรอกเสียงใส่สาย ด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง ตอนนี้น้องสาวของเขาไปอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้

     [ฮึก...พี่เพลิง...ฟอง..ง ฮือ...] เสียงปลายเริ่มพูดไม่เป็นคำ ด้วยอาการหวาดกลัว ยิ่งทำให้สติของเปลวเพลิงกระเจิดกระเจิงมากกว่าเดิม

     “ฟองตั้งสติไว้นะ แล้วบอกพี่ ฟองอยู่ที่ไหน” เปลวเพลิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทั้งที่ในใจกำลังกระวนกระวายเกี่ยวกับน้องสาวเป็นอย่างมาก

     [ฟอง.....อยู่บ้านแล้ว...ฮึก...พี่เพลิงไม่เป็นไรใช่มั้ยคะ] ปลายสายตอบกลับมาเสียงสั่น

     “งั้นดีแล้ว ไม่ต้องร้องนะ พี่จะรีบกลับไป” เปลวเพลิงบอกด้วยความโล่งใจเป็นอย่างมากกับคำตอบที่ได้รับกลับมา

     [ฮึก.....พี่เพลิงรีบกลับมานะ.....ตรู๊ด] ปลายสายพูดแค่นั้นก่อนที่จะตัดสายไป

     “ฟองเป็นไงบ้างอิชย์ถามเปลวเพลิงด้วยสีหน้ากังวล เพราะเมื่อกี้พวกเขาเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์ความเป็นความตายมาสดๆร้อนๆ มันเลยดูน่าหวาดกลัวไปเสียหมดทุกอย่าง

     “ฟองอยู่ที่บ้านแล้ว ฉันว่าเราก็ควรรีบกลับกันได้แล้ว” เปลวเพลิงบอกเสียงเรียบ ก่อนจะเดินลุกขึ้นนำอิชย์ไปที่โรงจอดรถด้วยความระแวดระวัง พวกเขาไม่รู้ว่าผู้ทรยศจะเขามาปะทะกับพวกเขาอีกเมื่อไร ดังนั้นเวลานี้พวกเขาต้องระวังให้มากที่สุดและอย่าประมาทเป็นอันขาด

     สุดท้ายทั้งสองคนก็มาถึงรถและขับกลับไปบ้านได้อย่างปลอดภัย บรรยากาศภายในรถมีแต่ความเงียบและความกังวล เปลวเพลิงและอิชย์ต่างคนต่างจมปลักกับเรื่องที่เกิดขึ้น เกมที่พวกเขากำลังเล่นมันไม่ใช่แค่เกมหลอกเด็กแต่เกมนี้มันเล่นจริงตายจริงเลยต่างหาก 
     เปลวเพลิงพูดขึ้นทำลายบรรยากาศชวนเวียนหัวภายในรถ โดยการชวนให้อิชย์ไปนอนที่บ้านของตน ด้วยเหตุที่ว่าผู้ทรยศอาจจะลอบเข้าไปทำร้ายตอนกลางคืนได้ เนื่องจากบ้านของอิชย์มีระบบเซฟตี้ไม่หนาแน่นนัก และอิชย์อยู่คนเดียวเพราะพ่อและแม่ไปทำงานต่างประเทศ สู้มาอยู่บ้านเขาที่มีระบบเซฟตี้แน่นหนากว่า เพื่อความปลอดภัยจะดีกว่า

ทั้งสองคนเดินเข้ามาข้างในบ้านก็พบกับร่างเพรียวของฟองดาวที่นั่งรออยู่ที่โซฟาด้วยท่าทีกระวนกระวาย

     “พี่เพลิง!!” ฟองดาวร้องออกมาและตรงเข้ามากอดผู้เป็นพี่ด้วยความดีใจ ที่เห็นพี่ชายกลับมาอย่างปลอดภัย ไม่ได้เป็นอย่างที่ตนเองกังวลไป

     “ฟองไม่เป็นไรใช่มั้ย” อิชย์ที่เดินตามเปลวเพลิงมาร้องถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ฟองดาวก็เปรียบเสมือนน้องสาวของเขาอีกคน เขาจึงห่วงเธอมากไม่ต่างจากเปลวเพลิง

     “ฟองไม่เป็นอะไร พวกพี่ปลอดภัยก็ดีแล้ว” ฟองดาวส่ายหน้าไปมากับอกของพี่ชายด้วยความโล่งใจ เปลวเพลิงกอดกระชับร่างของน้องสาวแน่นขึ้นไปอีก เขากลัวเหลือเกินว่าเกมนี้มันจะพรากน้องสาวของเขาออกไปจากอก เขากลัวมากเลยจริงๆ

     “อืม...งั้นเราไปอาบน้ำ แล้วแยกย้ายกันไปนอน” เมื่อสิ้นสุดคำพูดของเปลวเพลิง ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง เพราะวันนี้พวกเขาเหนื่อยกันเหลือเกิน ร่างกายทุกส่วนล้าไปหมด




     อิชย์เปิดประตูเข้ามาในห้องที่เขาใช้นอนเป็นประจำเมื่อมาค้างที่บ้านเปลวเพลิง ร่างบางทิ้งกายนั่งลงบนปลายเตียงนุ่มด้วยความเหนื่อยอ่อน ก่อนจะคว้ารีโมทข้างตัวขึ้นมาเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อดับความรุ่มร้อนภายในใจ อิชย์ลุกขึ้นไปยืนหน้าตู้เสื้อผ้าที่ข้างในมีเสื้อผ้าของเขาอยู่บ้างประปราย ที่ขนมาด้วยเมื่อมาค้างที่นี่ ร่างบางหยิบเอาชุดนอนออกมาแขวนเอาไว้หน้าตู้ ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อนักเรียนออกแล้วตามด้วยเข็มขัดและกางเกงตามลำดับ ร่างเปลือยเปล่า เดินเข้าห้องน้ำไปพร้อมกับผ้าขนหนูเนื้อนิ่มผืนหนึ่ง เพื่อใช้ห่อหุ้มตัวหลังจากออกจากห้องน้ำ

     มือบางเอื้อมไปเปิดน้ำก่อนจะตามด้วยเครื่องทำน้ำอุ่น


          ซ่า..าา...าา....

     เสียงน้ำตกกระทบกับพื้นและร่างกายที่มีผิวขาวเนียนละเอียด มือบางลูบไล้สบู่ไปทั่วกาย เพื่อทำความสะอาดชำระล้างร่างกายจากสิ่งสกปรกที่ต้องพบเจอมาทั้งวัน น้ำอุ่นๆที่ชะโลมไปทั่วทั้งร่างกาย ทำให้เจ้าตัวรู้สึกสบายและผ่อนคลาย และในขณะที่อิชย์กำลังอาบน้ำอยู่อย่างสบายอารมณ์นั้น........


          ปัง!!

     เสียงประตูที่ถูกกระแทกให้เปิดออกอย่างแรงด้วยพละกำลังมหาศาลของผู้มาใหม่ก็ดังขึ้นดึงอิชย์ออกมาจากความสุขตรงหน้าทันที

     “ทิเบต!!” อิชย์ครางชื่อคนตรงหน้าเสียงดังลั่น 'เข้ามาได้ยังไงกัน!' ร่างสูงของทิเบตย่างกายเข้ามาใกล้กายขาวที่เปลือยเปล่าของอิชย์มากยิ่งขึ้น ร่างบางสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว

     “หึหึ กลัวรึไงกัน” เสียงทุ้มแหบพร่าตามแบบฉบับของทิเบต ดังขึ้นเบาๆข้างหูที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ร่างกายเปียกปอนไปทั่วเนื่องจากหยาดน้ำที่ไหลหลั่งมาจากฝักบัวที่อยู่ด้านบนศรีษะของทั้งสองคน เสื้อเชิ้ตสีดำลู่แนบไปกับลำตัวสูงโปร่ง ทิเบตเสยผมขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นนัยตาสีหม่นที่จ้องตรงมาสำรวจทุกซอกทุกมุมของร่างบาง ก่อนจะเข้าประชิดตัวร่างบางอย่างรวดเร็ว

     “ปล่อยนะ! แล้วก็เลิกจ้องคนอื่นแบบนั้นสักที!” อิชย์ร้องโวยวาย ร่างบางพยายามจะสะบัดออกจาการจากพันธนาการของทิเบต แต่มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย เขาถูกกักเอาไว้ในอ้อมแขนแกร่ง ทางออกทุกทางถูกปิดหมด และด้วยแรงที่น้อยกว่าอีกฝ่ายมากนักจึงทำให้เขาเสียเปรียบ 'ทำไมถึงเกิดมาตัวเล็กนักนะ!' อิชย์สบถว่าตัวเองในใจ

     “หึหึ” ทิเบตหัวเราะเบาๆในลำคอกับท่าทีของอีกฝ่าย มือหยาบลูบไล้ไปตามเรือนร่างของร่างบางในอ้อมแขนอย่างจาบจ้วง

     “อะ...อือ...อะ..อย่าลูบ...ปล่อย” อิชย์ครางเบาๆ พยายามดันร่างคนที่กำลังทำรุ่มร่ามกับร่างกายของตัวเองออกไปไกลๆ แต่มันก็ไม่เป็นผล มือบางทั้งสองข้างถูกจับตรึงขึ้นเหนือหัวด้วยมือหนาของทิเบตเพียงข้างเดียว ร่างบางดิ้นส่ายไปมาพยายามที่จะสะบัดตัวออก แต่นั่นกับเป็นการเปิดโอกาสให้ร่างสูงสูดดมความหอมจากซอกคอขาวระหงส์ ทิเบตเอื้อมมือไปปิดน้ำ ริมฝีปากอุ่นลากไล้มาที่อกขาวที่ดูมีกล้ามเนื้อฝังอยู่บ้างไม่มาก แต่ดูแล้วมันช่างลงตัวและน่าหลงไหล ลิ้นร้อนลากเลียไปทั่วตุ่มไตสีสวย มือหนาบดขยี้ตุ่มไตอีกข้างที่ตั้งชูชันรับสัมผัสจากเขา ลิ้นร้อนตวัดเลียมันอีกครั้ง ก่อนจะดูดกลืนมันเข้าไปราวกับว่ามันเป็นขนมหวานอันโอชะ

     “อ๊ะ..พะ...อื้อ...เพลิง...ช่วยด้วย” อิชย์เอ่ยเรียกชายผู้มีเรือนผมสีบรอนด์ทอง ด้วยเสียงที่เบาหวิว และดูเหมือนว่าเสียงของอิชย์จะส่งไปถึงเจ้าของชื่อเสียด้วย

           ปึง!!

     “เพลิง...อึก...อื้อ...ช่วยที” อิชย์ครางเรียกคนมาใหม่ด้วยเสียงเบาหวิว เนื่องจากอุณหภูมิของร่างกายที่เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากถูกมือหนาของทิเบตปลุกปั่นมาอย่างต่อเนื่อง

     “หึ ขี้โกงนี่” เปลวเพลิงยกยิ้มที่ริมฝีปากน้อยๆ ก่อนร่างสูงโปร่งย่างกายเข้ามาใกล้ทั้งสองคน ด้วยท่าทีสบายๆ ไม่มีอาการตระหนกตกใจแต่อย่างใด ทั้งๆที่ 'ผู้ทรยศ' อย่างทิเบตเข้ามาประชิดตัว 'ผู้ถูกล่า' อย่างเราขนาดนี้ แล้วไหนจะคำพูดชวนสงสัยนั่นอีก ทำให้อิชย์เกิดความสับสนอยู่ภายในใจ

     “ขะ...ขี้โกง?...หมายความว่-- อื้อ!” ไม่ทันที่อิชย์จะได้พูดจบ ริมฝีปากบางบางก็ถูกทาบทับด้วยริมฝีปากหยักได้รูปจากเปลวเพลิง คำพูดที่คิดจะพูดเมื้อกี้ถูกกลืนกลับเข้าไปในลำคอ เปลวเพลิงดูดเม้มริมฝีปากบางแรงๆ เพื่อให้อีกคนอ้าปากออก ลิ้นร้อนสอดเข้าไปเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเล็กเชิงหยอกล้อ ในขณะที่มืออีกข้างก็เอื้อมไปบดขยี้ยอดอกสีชมพูที่ตั้งชูชันรอรับสัมผัส อกบางแอ่นขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้สัมผัสกับไอ้ร้อนที่แผ่ออกมาจากมือของอีกฝ่าย

     “อะ....อือ....อ้าา...ทิ..เบต” ริมฝีปากบางของอิชย์ถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระอีกครั้ง เรียวปากแดงช้ำจากการจูบที่หนักหน่วงเมื่อสักครู่เผยอขึ้นเล็กน้อย ร่างบางครางออกมาด้วยความเสียวซ่านที่อีกสองคนมอบให้ มือหนาของทิเบตรูดรั้งกายเล็กช้าๆ เพื่อเป็นการแกล้งอีกฝ่ายให้ทรมาณเล่น อีกทั้งลิ้นร้อนของเปลวเพลิงที่ไล่เลียไปทั่วหน้าท้องแบน

     “อะ...ไอ้พวกบ้า...คิดจะ...ทำอะไร...อึก...กัน” อิชย์พยายามควมคุมเสียงให้เป็นปกติ ก่อนจะเอ่ยถามทั้งสองคน ที่แอบไปวางแผนกันมาลับหลังเขา

     “หึหึ ก็รู้ๆกันอยู่ไม่ใช่รึไง” ทิเบตพูดเสียงเรียบ ก่อนจะก้มลงครอบครองแก่นกายเล็กด้วยริมฝีปากอุ่น ร่างบางสะดุ้งเฮือกสะท้านไปทั่วทั้งกาย แต่ก่อนที่อิชย์จะได้พูดแย้งอะไรก็ถูกริมฝีปากหยักของเปลวเพลิงปิดทับลงมาอีกครั้งก่อนจะผละออกไป

     “ไม่ต้องกังวลไปหรอก” เปลวเพลิงพูดพร้อมกับส่งรอยยิ้มละมุนไปให้คนที่แทบจะทรงตัวไม่อยู่ตรงหน้า แต่อิชย์กับรู้สึว่ารอยยิ้มนั้นมันน่ากลัวขึ้นมาตะหงิดๆ

     “ฉันว่าที่เตียงเหอะ” ทิเบตเงยหน้าขึ้นมาจากการปรนเปรอให้ร่างบาง ก่อนเอ่ยความคิดของตนให้ผู้สมรู้ร่วมคิดทราบ

     “อือ ก็ดีเหมือนกัน” เปลวเพลิงพยักหน้ากับความคิดของทิเบต ในขณะที่อิชย์กำลังมัวเมากับความรู้แปลกประหลาดที่พุ่งและถาโถมเข้ามาอยากหนักหน่วงในใจตอนนี้ หลังจากที่เปลวเพลิงพูดจบร่างสูงก็ช้อนร่างบางขึ้นมาแนบอก ก่อนจะอุ้มพาไปที่เตียง ในขณะที่ทิเบตถอดเสื้อตัวเองออกอย่างลวกๆ แล้วกองทิ้งไว้ในห้องน้ำอย่างไม่ใยดี ก่อนจะเดินตามอีกสองคนมาที่เตียง

     “อื้อ” อิชย์ครางออกมาเล็กน้อยเมื่อแผ่นหลังเปลือยเปล่าของตัวเองสัมผัสกับที่นอนหนานุ่ม บวกกับเครื่องปรับอากาศที่ตัวเองเปิดไว้เสียแรงในตอนแรก ทำให้ร่างบางสั่นน้อยๆ กับอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป แต่ไม่นานความรู้สึกอุ่นซ่านก็เข้ามาแทนที่ ร่างสูงของเปลวเพลิงกับทิเบตเริ่มปรนเปรอร่างบางอีกครั้ง เพราะเมื่อกี้พวกเขามัวแต่แกล้งร่างเล็กกันอยู่ เจ้าตัวเลยมีสีหน้าทุกข์ทรมาณ แล้วก็ดิ้นพราดกับทุกสัมผัสที่ทั้งสองผมให้ 'ก็แน่ซิ เขายังไม่ได้ปลดปล่อยเลยนี่'

     “อื้อ..เพลิง...ยะ...อื้อ...แกล้ง” อิชย์เริ่มพูดไม่เป็นภาษา เมื่อกายเล็กถูกครอบครองด้วยริมฝีปากของเปลวเพลิง โดยมีทิเบตที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังกำลังประคองร่างบางให้นั่งชันเข่าโดยขาทั้งสองข้างแยกออกกว้าง และมีตัวของเปลวเพลิงแทรกอยู่ตรงกลาง ริมฝีปากของทิเบตพ่นลมร้อนใส่หูร่างบางเบา ก่อนจะตวัดลิ้นเลียและขบเม้มติ่งหูนั่นเบาๆ แต่ก็สร้างความเสียวให้ร่างบางได้ไม่น้อย จนต้องหลุดเสียงครางที่พยายามกลั้นเอาไว้อีกครั้ง

     “อ้าาา...เพลิง...จะไปแล้ว....อื้อ!!” ร่างบางของอิชย์กระตุกเกร็งจนร่างสูงทั้งสองสัมผัสได้ ร่างบางครางลั่นก่อนจะปลดปล่อยความไคร่ออกมาเต็มโพรงปากของร่างสูง เปลวเพลิงคายน้ำรักสีขาวขุ่นออกมาใส่มือก่อนจะเอาไปป้ายที่ช่องทางสีหวาน นิ้วเรียวยาวค่อยๆกดเข้าไปช้าๆทีละนิด

     “อ้า...จะ..เจ็บ” อิชย์ครางออกมาเมื่อสิ่งแปลกเริ่มที่จะเข้ามาสำรวจที่ช่องทางด้านหลัง ความเจ็บเสียดเริ่มก่อตัวเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อเปลวเพลิงเริ่มเพิ่มจำนวนนิ้วมากขึ้นไปอีก หยาดน้ำสีใสที่เริ่มเอ่อคลอขึ้นมาที่หางตาทั้งสองข้าง ทิเบตก้มลงใช้ลิ้นไล่เลียดทุกหยาดหยดออกจากใบหน้าหวาน ก่อนจะประกบจูบร้อนแรงลงไป เพื่อเป็นการดึงความสนใจจากความเจ็บทางด้านหลัง
     “หายเจ็บรึยัง” ทิเบตผละออกมาจากริมฝีปากบางอย่างเสียดาย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน 'แล้วทำไม เราต้องมาใจเต้นแปลกๆแบบนี้ด้วย' อิชย์คิด แต่เสียงที่เปล่งออกไป ก็ยังคงเป็นเสียงครางหวานหู ที่ไปกระตุ้นอารมณ์ดิบในกายให้กับทิเบตและเปลวเพลิงเป็นอย่างมาก อาการเกร็งในช่วงแรกของร่างบางเริ่มหายไป ทำให้เปลวเพลิงสามารถเพิ่มนิ้วเข้าไปได้อีกนิ้ว ก่อนจะดันมันเข้าไปจนสุด ก่อนจะควานไปมาและครูดผนังอ่อนนุ่มด้านในเบาๆ ความเสียวซ่านพุ่งพร่านไปทั่วร่างบาง จนอิชย์ต้องกัดปากเพื่อระงับเสียงที่หน้าอายของตัวเองเอาไว้ ไม่ให้มันออกมามากกว่านี้

     “จะกลั้นไว้ทำไม ฉันอยากได้ยินเสียงนายนะ” เปลวเพลิงพูดเสียงเข้ม ตาคมมองหน้าร่างบางด้วยสายตาที่มีเลิศนัย ทิเบตเอื้อมมีไปแกะปากบางๆที่ถูกเจ้าตัวกัดเอาไว้เสียจนได้เลือด ดวงตาหวานเยิ้มกับใบหน้าหวานที่ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างชัดเจน แล้วไหนจะไอ้การกัดปากกลั้นเสียงครางแสนยั่วนั่นอีก ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ได้ตั้งใจ แต่มันก็ทำให้คนที่มีอารมณ์ความไคร่เต็มปรอทแบบทิเบต อดที่จะก้มลงไปละเลียดชิมริมฝีปากบางอีกครั้งไม่ได้

     “อะ...ไม่เอา!!” อิชย์ตะโกนร้องลั่นเมื่อเห็นเปลวเพลิงปลดซิบเกงลงกอดจะเผยให้เห็ยแก่นกายใหญ่ที่ตั้งผงาดอยู่ตรงหน้า ร่างบางพยายามจะดันตัวถอยไปข้างหลัง แต่ก็ติดร่างหนาทิเบตที่นั่งซ้อนตัวเองไว้อีกที 'แล้วอย่างนี้ เขาจะหนีไปได้ยังไงกัน!' ร่างบางกู่ร้องในใจ ในขณะที่เปลวเพลิงเริ่มขยับกายสอดใส่เข้าไปในช่องทางสีหวาน ร่างบางสะท้านเฮือกในทันที ขนาดที่ใหญ่มันทำให้อิชย์รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะเข้าไปได้แค่ส่วนหัวก็ตาม มือบางบีบมือของทิเบตที่เข้ามาจับไว้ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้อย่างแรงเพื่อระบายความเจ็บ หยาดน้ำสีใสที่กำลังก่อตัวและพร้อจะไหลเอ่อออกมาจากดวงตาสวยอีกครั้ง

     “ทนหน่อยแล้วกัน” ทิเบตพูดใกล้ๆหูของอิชย์ สีหน้าเหยเกที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดของคนที่เงยหน้าขึ้นมาส่งสายตาเว้าวอนมายังร่างสูง 'ให้ตาย นายมันขี้ยั่วขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน' ทิเบตสบถในใจกับอิริยาบถของคนตรงหน้า และความอดทนของเขาก็ต้องขาดสะบั้นลงเมื่อได้ยินเสียงครางอยากเจ็บปวดปนสุขสมของร่างบาง เดาได้ว่าผู้สมรู้ร่วมคิดหน้าซื่อของเขาคงจะดันกายของตัวเองเข้ามาจนสุดแล้ว ทิเบตก้มลงบดจูบบนปากบางแรงๆหนึ่งที แล้วชันตัวลุกขึ้นเอางัดเอากายใหญ่ออกมาจากเกงกางสีซีด ก่อนจะยื่นมันไปตรงหน้าร่างบาง พร้อมกับส่งสายตาไปให้ประมาณว่า 'กินมันเข้าไปซะ' อิชย์ที่ตอนนี้รู้สึกว่าสมองขาวโพลนไปหมด ก็ทำตามอย่างว่าง่าย โดยไม่ได้ผ่านการกรองจากสมองใดๆทั้งสิ้น

     “อึก...อื้ม.....อื้อ” อิชย์ครางอื้ออึงในลำคอ เมื่อร่างสูงของเปลวเพลิงเริ่มขยับกายเข้าออกอย่างช้าๆ มันทั้งเสียด จุกแล้วก็เสียวไปในเวลาเดียวกัน อิชย์มันไม่สามารถบรรยายความรู้สึกตอนนี้ออกมาเป็นคำพูดได้เลย ทุกอย่างมันตีรวนกันไปหมด ความผิดชอบชั่วดีถูกโยนทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง เขาต้องการเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ให้ได้มากที่สุด เปลวเพลิงเร่งจังหวะเพิ่มมากขึ้นอีก ร่างบางโยกไหวไปตามจังหวะที่ร่างสูงชักนำ อิชย์ได้แต่ครางอื้ออึงอยู่ในลำคอเพราะปากของเขาถูกปิดผนึกด้วยกายใหญ่ของใครอีกคน

     “เฮ้ย ฉันจะไม่ไหวแล้วว่ะ” ทิเบตเงยหน้าขึ้นมาบอกกับเปลวเพลิงที่กำลังสนุกกับการกระแทกกระทั้นอารมณ์ใส่ร่างบางที่กำลังโยกคลอนไปตามจังหวะของตัวเอง

     “เหมือนกัน” เปลวเพลิงพูดตอบทิเบต ก่อนที่ร่างสูงจะหยุดขยับเอาเสียดื้อๆ สร้างความไม่พอใจให้กับอิชย์เป็นอย่างมาก 'มีอย่างที่ไหนกัน อยู่ดีๆก็หยุด บ้าไปแล้วรึไง!' ร่างบางถูกจับขึ้นมานั่งซ้อนตักทิเบตเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือกายใหญ่ที่กำลังดุนดันอยู่ทางด้านหลัง ทิเบตค่อยๆดันกายเข้ามาจนสุด ด้วยเจลหล่อลื่นที่เขาทาไว้ก่อนหน้านี้ทำให้มันเข้าไปได้ง่ายขึ้น ร่างบางครางสะท้านอย่างห้ามไม่ได้

     “อึก...อ๊าา...ลึก...เกินไปแล้ว..อ๊ะ” อิชย์รู้สึกได้มาท่านี้มันทำให้กายใหญ่สอดใส่เข้ามาได้ลึกว่าครั้งที่แล้ว ร่างบางรู้สึกจุกเล็กน้อย ก่อนจะแปลเปลี่ยนเป็นเสียวซ่าน เมื่อทิเบตกระแทกตัวเข้ามาแรงๆหนึ่งที ก่อนจะขยับช้าๆ แล้วก็หยุดลงดื้อๆเหมือนที่เปลวเพลิงเพิ่งจะทำไป ทำเอาร่างบางหงุดหงิดจนถึงขีดสุด 'ไอ้พวกบ้านี่ จะอะไรกันนักหนาเล่า!' แต่ก็ได้หงุดหงิดอยู่ไม่นาน เมื่อเปลวเพลิงเดินมาแทรกตัวข้างหน้าของร่างบาง พร้อมกับกายใหญ่อีกอันที่เอามาจ่อประชิดช่องทางรักสีหวาน เมื่ออิชย์ลองคิดดูถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ต้องผวาขึ้นมาอีกครั้ง

      “นะ..นี่พวกนาย..จะทำอะไรกัน!” ร่างบางตะโกนถามทั้งสองคนด้วยความกลัวแต่เมื่อสิ้นเสียงของร่างบาง เปลวเพลิงก็ดันกายเข้ามา แต่ก็ต้องหยุดลงเพราะมันแน่นเกินไปที่จะสอดใส่เข้าไปตอนนี้ เลือดสีแดงสดค่อยๆไหลออกมาอย่างช้าๆจากช่องทางสีหวานที่บวมช้ำ แต่มันก็ยังไม่ได้ทำให้ทั้งสองคนหมดความพยายามที่จะสอดใส่เข้ามาพร้อมกันทีเดียวสองคน กลับมองว่าเลือดสีแดงสดนั่นเป็นตัวหล่อลื่นให้เขาเข้าไปได้มากขึ้น

     “ไม่...ฮึก..มันมาก...เกินไปแล้ว...ฮึก” อิชย์ร้องสะอื้นออกมาจนตัวโยน หยาดน้ำสีใสพรั่งพรูออกมาจากดวงตากลมมากมายเสียจนน่าสงสาร ภาพตรงหน้าทำเอาทิเบตกับเปลวเพลิงชะงัก หยุดการกระทำทุกอย่างลง 'นี่มันใช่เวลามาร้องไห้หรือ' ถึงแม้ว่าในใจพวกเขาจะคิดแบบนั้นแต่ภาพตรงหน้าก็ย้ำเตือนให้เขาเก็บความคิดนั้นไว้ให้ลึกๆ

     “พวกนาย...ฮึก...ทำไมถึง...ฮึก...ต้องทำขนาดนี้” ร่างบางสะอื้นถามด้วยความเจ็บปวด มันมากเกินไปมันเจ็บไปหมด โหดร้ายกันเกินไปแล้วนะ....

     “เพราะเป็นพวกเราหรือ นายถึงได้ร้องไห้ขนาดนี้” เปลวเพลิงเอ่ยถาม ก่อนเอื้อมมือไปปาดน้ำตาให้ร่างบาง

     “ฮึก...ฮือออ” อิชย์ไม่ตอบและยังคงร้องไห้มากขึ้นทุกที

     “นายอยากรู้เหตุผลมั้ยล่ะ” ทิเบตเอ่ยถามไปบ้าง แล้วก็ได้รับการตอบรับจากร่างบางด้วยการพยักหน้าหงึกๆทั้งน้ำตา การกระทำนั้นทำเอาเขาอยากจะรีบสานต่อสิ่งที่ค้างเอาไว้ให้สำเร็จรุร่วงไปเสียเดี๋ยวนั้น

     “.......พวกเรา 'รัก' นาย อิชย์...นั่นคือเหตุผล” ทิเบตและเปลวเพลิงตอบออกมาพร้อมกันด้วยเสียงหนักแน่น

     “.....!!” อิชย์ได้แต่งุนงงกับคำบอกรักที่กระทันหัน เปลวเพลิงกับทิเบตเริ่มปรนเปรอร่างบางอีกครั้งเพื่อปลุกปั่นอารมณ์ที่หายไปให้กลับคืนมา ในขณะที่เขาทั้งสองคนมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมและจวนจะประทุออกมาได้ทุกเมื่อ เปลวเพลิงเอื้อมมือไปรูดรั้งแก่นกายน่ารักตรงหน้าขึ้นลงเร็วๆสลับกัน ส่วนทิเบตก็จับหน้าร่างบางให้หันไปรับจูบจากตนเอง โดยที่มืออีกข้างก็เอื้อมไปบดขยี้ยอดอกสีหวานอย่างสนุกมือ ไม่นานอารมณ์ร้อนรุ่มที่หายไปของร่างบางก็กลับมาอีกครั้ง เปลวเพลิงอาศัยจังหวะนี้แทรกตัวเขาไปจนสุด จนร่างบางผวาเฮือกคว้าคอแกร่งของเปลวเพลิงมากัดระบายความเจ็บ ร่างสูงทั้งสองค่อยขับกายเข้าออกช้าๆเป็นจังหวะเนิบนาบ กายใหญ่ที่สีครูดกับผนังด้านใน ซึ่งตอนแรกมันเจ็บอยู่มาก แต่ตอนนี้เมื่ออะไรเข้าที่เข้าทาง สิ่งที่ร่างบางได้รับมาคือความเสียวซ่านที่แทรกซึมไปทั่วกาย

      “อืมม...แน่นชะมัด” ทิเบตสบถเบาๆด้านหลังอิชย์ ก่อนจะส่งซิกทางสายตาไปหาเปลวเพลิง เป็นเชิงว่าให้ขยับเร็วขึ้น

     “อ๊ะ...อื้อ...อ๊าาา” เสียงครางระงมจากอิชย์ดังไปทั่วห้องผสมปนเปไปกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ฟังดูหยาบโลน ริมฝีปากบางถูกทาบปิดด้วยริมฝีปากหยักของเปลวเพลิง ลิ้นร้อนไล่เลียไปทั่วโพรงปากเพื่อกวาดชิมความหวานที่ราวกับหยาดน้ำผึ้งก็ไม่ปาน ทิเบตโน้มตัวไปซุกไซร้ซอกคอขาวเบาๆก่อนจะก้มลงขบเม้มหนักๆ จนเกิดเป็นรอยรักสีกุหลาบขึ้นหลายที่ ทั้งสองเร่งจังหวะขยับให้เร็วขึ้นอีกเมื่อตนเองใกล้จะไปถึงฝั่ง รวมถึงร่างบางด้วยเช่นกัน

     “อ๊า...อื้อ...จะไม่ไหวแล้ว” เมื่อทั้งสองได้ยินดังนั้นก็เดินเครื่องกันเต็มที่ เสียงเตียงกระทบกับผนักดังกึกๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาทั้งสองละความสนใจออกจากร่างขาวๆที่ขึ้นสีแดงละเรื่อไปทั่ว หยาดเหงื่อผุดขึ้นมามากมายตามใบหน้าเนียน รวมถึงพวกเขาด้วย ทั้งสองเร่งความเร็วมาเรื่อยๆ จนในที่สุดความต้องการทั้งหมดก็ถูกปลดปล่อยออกมาภายในช่องทางรัก ร่างบางครางสุดเสียงก่อนจะปล่อยน้ำรักออกมาเต็มมือของเปลวเพลิง ทั้งสองถอนกายออกจากช่องทางสีหวาน หยาดน้ำสีขาวขุ่นที่มีสีแดงของเลือดปะปนไหลออกมาเปรอะเปื้อนไปทั่วเรียวขาของร่างบาง อิชย์ทรุดตัวลงเนื่องจากหมดแรงกับกิจกรรมเมื่อครู่ไปอย่างมหาศาล โดยมีทิเบตประคองร่างเอาไว้แล้วขยับให้นอนดีๆ พร้อมกับคลุมผ้าห่มให้เรียบร้อย

     “หนักไปป่าววะ” ทิเบตหันไปพูดกับเปลวเพลิงถึงสิ่งที่พวกเขาทำ

     “คงงั้นมั้ง” เปลวเพลิงพูดตอบก่อนจะรีบบอกให้อีกฝ่ายใส่เสื้อผ้าแล้วไปเอาผ้ากับกะละมังมาเช็ตตัวให้ร่างบางที่นอนร่อแร่อยู่บนเตียงอย่างหมดแรง ส่วนตัวเขาเองจะไปที่ครัวเพื่อทำข้าวต้มเอาไว้ให้ร่างบางเวลาตื่นแล้วจัดเตรียมยาทานแก้อักเสบและยาลดไข้ พร้อมกับยาทาที่จะต้องทาหลังจากที่ทิเบตเช็ดตัวให้ร่างบางเสร็จ ชายร่างสูงทั้งสองร่วมมือกันทำงานกันอย่างแข็งขัน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าคนที่ตัวเองคิดว่าหลับไปแล้วกำลังจับตาดูพฤติกรรมของทั้งคู่อยู่อย่างเงียบๆ อิชย์อดที่จะยกยิ้มขำออกมาเบาๆเมื่อทิเบตกำลังสับสนว่าตัวเองต้องทำยังไงต่อไป ในขณะที่เปลวเพลิงเดินลงไปเตรียมอาหารด้านล่าง

     'เรา...รักสองคนนี้?' นั่นคือคำถามที่ค้างคาใจที่เขากำลังหาคำตอบ

          ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

     เสียงหัวใจเต้นรัวเร็วราวกับมันจะทะลุออกมาจากอก เมื่ออิชย์นึกไปถึงเรื่องที่พึ่งผ่านไปเมื่อครู่ เขาไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงได้มีอาการอย่างนี้

อ่า...นี่ซินะ คำตอบของคำถาม

     “รักนะ ไอ้พวกบ้า” อิชย์พูดขึ้นมาเบาๆ ก่อนที่เปลือกตาของเขาจะค่อยๆปิดลงจริงๆ มันฟังดูตลกเนอะว่ามั้ย อีกคนก็ 'เพื่อนสนิท' ที่เอาชีวิตรอดมาด้วยกัน ส่วนอีกคนก็ 'ผู้ทรยศ' ที่คอยตามฆ่า.........ช่างตลกเสียจริง หึหึ




จบแล้วจร้าาาาาา โอ้ยยยย ไม่คิดว่าจะจบ
แถมเป็น NC แทบทั้งตอน ทั้งที่ก่อนหน้านี้อีคนแต่งมันแต่ง NC ไม่ได้!!
พิมพ์บรรทัดแรกก็เขินไปสามวันสามคืน
แต่มันเยอะขนาดนี้ แบบอเมซิ่งมาก~
ก็นะ นี่เป็นการแต่งNCครั้งแรก
ไม่ดียังไงก็ขอโทษด้วย เค้าจะปรับปรุงตัว><~~
มีคำผิดตรงไหนบอกได้นะ
รักคนอ่านนะจุ๊บๆ

ปล.ไม่ต้องสงสัยนะคะว่าทำไมคนในบ้านไม่รู้ เพราะว่าช่วงเวลานี้บ้านของเปลวเพลิงจะเหลือเพียงแค่พี่ยามหน้าประตูบ้านหนึ่งคน เนื่องจากตัวบ้านมีเซฟตี้ดีแล้ว แล้วก็ฟองดาวนางเพลียเหนื่อยจึงหลับลึกและไม่ได้ยินเสียงอะไรจ้าาา อ่อแล้วก็มันคือการมโนของคนแต่งนะคะ(ตามที่ได้บอกไปในคำเตือน)

หลังจากนี้คือการอธิบายหลักการจิ้น ซึ่งมันจะมีการสปอยเล็กน้อย เตือนแล้วนะ
.
.
.
.
.
เอาล่ะเราจะมาอธิบายหลักการ การมโนของคนแต่ง เรื่องที่ว่าทำไมถึงได้รักกันได้ล่ะ เฮ้ย~ ทั้งที่ตามฆ่ากันอย่างดุเดือด เนื่องด้วยเรื่องที่ว่าผู้สมรู้ร่วมคิดนี่แล่ะค่ะ ทำให้มโนไปเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ล่ะค่า~
พอจบ! (ใครที่ไม่อยากอ่านนิยายต้นฉบับแต่รู้สึกงงกับเรื่องผู้สมรู้ร่วมคิด ถามได้ที่ข้อความเฟสได้นะจ๊ะ เพราะมันเกี่ยวกับตอนจบของเรื่อง)
เฟสคนแต่งจ้า จิ้มๆ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น